“การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนโปรดศึกษาข้อมูลก่อนการลงทุน”

ประโยคคุ้นหูที่เราได้ยินกันบ่อย ๆ ซึ่งผมเองก็พยักหน้า หงึก ๆ เห็นด้วยว่าความเสี่ยงนั้นมีจริง แต่ความเสี่ยงสามารถลดได้ด้วยการกระจายความเสี่ยงเหมือนกัน ดั่งประโยคยอดฮิตอีกประโยค

 

“อย่าใส่ไข่ไว้ในตะกร้าใบเดียว”

วันนี้เลยอยากจะแชร์วิธีการจัดพอร์ตการลงทุนพื้นฐาน เพื่อลดความเสี่ยงกันซักหน่อย ซึ่งจะสร้างความสมดุลของพอร์ตเราเพิ่มขึ้น เรียกได้ว่าเป็นการกระจายความเสี่ยงอย่างมีระดับ ซึ่งมีทั้งหมด 3 ระดับ ตามนี้


ระดับที่ 1

ระดับพื้นฐานที่ควรต้องทำในทุก ๆ พอร์ตการลงทุนที่ต้องการลดความเสี่ยง (ใครที่รับความเสี่ยงสูงได้ อาจจะไม่จำเป็นต้องทำก็ได้) คือ การกระจายความเสี่ยงระดับ Asset Class หรือประเภททรัพย์สิน

ซึ่งสำหรับการลงทุนในการกองทุนรวมนั้น จะแบ่งประเภททรัพย์สิน หลัก ๆ อยู่ 4 ประเภท คือ

  1. กองทุนรวมตลาดเงิน (Money Market Fund) – เน้นลงทุนในเงินฝาก / พันธบัตรรัฐบาล ผลตอบแทนไม่สูงมาก (พอ ๆ กับบัญชีเงินฝากดอกเบี้ยสูง) ความเสี่ยงต่ำมาก โอกาสติดลบน้อยมาก
  2. กองทุนรวมตราสารหนี้ (Fixed Income Fund) – เน้นลงทุนในตราสารหนี้ / หุ้นกู้ ผลตอบแทนสูงขึ้นมาหน่อย 1 – 3% ความเสี่ยงต่ำ มีโอกาสติดลบนิดหน่อย
  3. กองทุนรวมตราสารทุน (Equity Fund) – เน้นลงทุนในหุ้น มีความผันผวน ความเสี่ยงสูงหน่อย แต่ผลตอบแทนดี
  4. กองทุนที่ลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือก – เป็นการลงทุนในสินทรัพย์อื่นที่ไม่ใช่ธุรกิจ เช่นพวก ทองคำ น้ำมัน เป็นต้น มีความผันผวนสูงมาก

 

เมื่อเรามีพอร์ตที่ลงทุนในกองทุนรวม อย่างน้อยความมีประเภทสินทรัพย์สินมากกว่า 1 ประเภท และที่ดูจะเป็นที่นิยมกันมากที่สุด คือ การเลือกซื้อ กองทุนรวมตราสารหนี้ กับ ตราสารทุน ใส่ไว้ในพอร์ต ตามสัดส่วนของแต่ละคน

ต้องการผลตอบแทนสูงให้สัดส่วนกับตราสารทุนมากหน่อย (แต่ความผันผวนก็มีมากขึ้นด้วย) อยากจะลดความเสี่ยงก็เพิ่มสัดส่วนกับกองทุนรวมตราสารหนี้

 

หรือในหลักสากลจะถูกเรียกระดับนี้ว่า การทำ “Asset Allocation”

 


ระดับที่ 2

ในระดับที่ 2 นี้ คือ การกระจายซื้อหลากหลายกองทุน ใน 1 ประเภททรัพย์สิน โดยเฉพาะ กองประเภทตราสารทุน

สำหรับผมแล้วการกระจายระดับนี้ถือว่าเป็น Option เสริมล่ะกัน ทำก็ได้ ไม่ได้ทำก็ได้ ขึ้นอยู่กับแต่ละคน เพราะเนื่องจาก กองทุนตราสารทุนทุกกองมีการกระจายในหุ้นหลายตัวอยู่แล้ว แต่หากต้องการการกระจายในระดับนี้ ก็สามารถทำได้ 2 ส่วนหลัก ๆ คือ

  1. แบ่งซื้อกองทุนที่ลงทุนในต่างประเทศตามโซนต่าง ๆ เช่น กองทุนที่ลงทุนในตลาดหุ้นอเมริกา, จีน, ยุโรป, ญี่ปุ่น, อินเดีย, เวียดนาม ฯลฯ และก็จะมีบางกองทุนที่กระจายลงทุนทั่วโลกให้เลย คือซื้อกองเดียว เดี๋ยวผู้จัดการกองทุนไปจัดการให้
  2. แบ่งซื้อกองทุนที่ลงทุนในอุตสาหกรรมเฉพาะ (Sector Funds) เช่น Healthcare, Energy, Banking, Technology ฯลฯ กองทุนในกลุ่มนี้มักมีความผันผวนสูง อาจจะขึ้นลงตาม Cycle ของมัน ใครใคร่ชอบแบบไหนซื้อติดพอร์ตไว้ซักนิดก็ได้

 

ระดับนี้ มีคำเรียกอีกอย่างนึงว่า การทำ “Diversified Portfolio”

 


ระดับที่ 3

เป็นการกระจายในส่วนของการเข้าซื้อ คือ ทยอยเข้าซื้อกองทุนเป็นช่วง ๆ หรือที่เรียกว่า การทำ Dollar Cost Average (เรียกกันสั้น ๆ ว่า DCA ) เช่น เข้าซื้อทุกสัปดาห์ เข้าซื้อทุกเดือน หรือทุกไตรมาส โดยไม่ต้องให้ความสำคัญกับราคาที่ซื้อมากนัก ตั้งเป็นการเข้าซื้ออัตโนมัติเลยก็ได้

 

หากมีเงินมาเป็นก้อน เราก็ควรแบ่งเป็นส่วน ๆ ออกมา แล้วกระจายเข้าซื้อเป็นช่วง ๆ เช่นกัน เพราะจะเป็นการเกลี่ยราคาต้นทุนของเรา และง่ายต่อการบริหารจัดการ ไม่ต้องกังวลเรื่องความผันผวนของตลาดเพราะ กองทุนตราสารทุน ส่วนใหญ่นั้นมีความผันผวนสูงอยู่แล้ว

 


ดังนั้น หากจะลงทุนในกองทุนรวมแล้ว เราก็ควรจะลงทุนอย่างมีระดับ ไม่ควรซื้อตามใจชอบ เห็น NAV ถูก ปันผลดี มีคนเชียร์ หรือซื้อตามคนอื่น

สิ่งที่เราควรจะทำคือ แบ่งสัดส่วนให้ชัดเจน กระจายลงทุนในหลากหลายประเภททรัพย์สิน หลากหลายกอง และเฉลี่ยเข้าซื้อในหลากหลายเวลา ทำแบบนี้แล้ว ความเสี่ยงที่มันจะเกิดขึ้นจากการเน้นลงทุนในสินทรัพย์ใดสินทรัพย์นึงก็จะลดลงได้ พอร์ตการลงทุนของเราก็จะมีระดับมากขึ้น 🙂

 

Facebook Comments